Blogs
Wide, 2E, 4E คืออะไร? ไขข้อสงสัยไซส์รองเท้าวิ่งเท้ากว้าง
หลายคนที่ใส่รองเท้าวิ่งไซส์ปกติแล้วรู้สึกอึดอัดบริเวณหน้าเท้า นิ้วก้อยเสียดสี หรือรู้สึกบีบรัดหลังวิ่งไปสักพัก อาจไม่ใช่เป็นเพราะเลือกไซส์ผิด แต่เป็นเพราะ "ความกว้าง" ของเท้าไม่ตรงกับความกว้างมาตรฐานของรองเท้า ลองไปทำความเข้าใจว่า Wide, 2E, 4E คืออะไร ต่างกันอย่างไร และควรเลือกไซส์ไหนให้เหมาะกับเท้าของตัวเองเพื่อสุขภาพเท้าที่ดีในระยะยาว
ทำไมรองเท้าวิ่งถึงมีเรื่อง "ความกว้าง" ด้วย
รองเท้าวิ่งทั่วไปที่ขายในไซส์มาตรฐาน จะถูกออกแบบมาบนความกว้างมาตรฐานค่าหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเรียกว่า Standard Width หรือ Medium Width แต่ในความเป็นจริง รูปเท้าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนเท้าเรียวยาว บางคนเท้าสั้นแต่หน้ากว้าง หากฝ่าเท้าส่วนที่กว้างที่สุด (บริเวณโคนนิ้วเท้า) กว้างกว่ามาตรฐาน การใส่รองเท้าไซส์ยาวขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความคับก็ไม่ช่วย เพราะจะได้รองเท้าที่ยาวเกินไปแต่ยังคับหน้าเท้าเหมือนเดิม แบรนด์รองเท้าจึงผลิตรุ่นความกว้างพิเศษออกมาแยกต่างหาก เพื่อให้ความยาวเท้าและความกว้างเท้าพอดีไปพร้อมกัน
Wide คืออะไร
Wide คือคำเรียกกว้าง ๆ ที่หมายถึงรองเท้าที่มีความกว้างมากกว่ารุ่นมาตรฐาน โดยความยาวยังคงเท่าเดิม แต่เพิ่มพื้นที่บริเวณหน้าเท้าและโคนนิ้วให้กว้างขึ้น เพื่อรองรับเท้าที่มีความกว้างมากกว่าค่าเฉลี่ย มักใช้เป็นคำเรียกทั่วไปแทนตัวย่อความกว้างที่เฉพาะเจาะจงกว่า เช่น 2E หรือ 4E และบางแบรนด์ก็ใช้คำว่า "Wide" ตรง ๆ แทนตัวเลขเลย
2E และ 4E คืออะไร ต่างกันอย่างไร
ระบบตัวอักษร E เป็นมาตรฐานการระบุความกว้างรองเท้าที่ใช้กันในสหรัฐอเมริกา ยิ่งมีตัว E มากเท่าไหร่ รองเท้าก็ยิ่งกว้างขึ้นเท่านั้น โดยแต่ละ E ที่เพิ่มขึ้นมักหมายถึงความกว้างที่เพิ่มขึ้นประมาณ 3 มิลลิเมตรบริเวณโคนนิ้วเท้า
- มาตรฐาน (D สำหรับผู้ชาย / B สำหรับผู้หญิง): ความกว้างปกติ
- 2E (หรือ EE): ถือเป็นไซส์ Wide สำหรับผู้ชาย และถือเป็น Extra Wide สำหรับผู้หญิง กว้างกว่ามาตรฐานประมาณ 6 มิลลิเมตร
- 4E: ถือเป็นไซส์ Extra Wide สำหรับผู้ชาย กว้างกว่า 2E อีกประมาณ 6 มิลลิเมตร เหมาะกับเท้าที่กว้างมากเป็นพิเศษ
พูดง่าย ๆ คือ 2E เหมาะกับคนที่เท้ากว้างปานกลาง ส่วน 4E เหมาะกับคนที่เท้ากว้างมาก หรือมีภาวะเท้าบวมระหว่างวัน หากลองใส่ 2E แล้วยังรู้สึกอึดอัดบริเวณโคนนิ้ว ให้พิจารณาขยับไป 4E แทนการเปลี่ยนความยาว
ใครบ้างที่ควรพิจารณารองเท้า Wide
- คนที่รู้สึกอึดอัดหรือถูกบีบบริเวณหน้าเท้าเวลาใส่ไซส์มาตรฐาน แม้ความยาวจะพอดีแล้ว
- คนที่มีภาวะเท้าบวมระหว่างการวิ่งระยะไกล เช่น มาราธอนหรือเทรล
- คนที่มีปัญหาสุขภาพเท้า เช่น โรครองช้ำ (Plantar Fasciitis) หรือกระดูกนิ้วโป้งยื่น (Bunion)
- คนที่ใช้แผ่นรองในรองเท้า (Orthotics) เสริม เพราะแผ่นรองจะกินพื้นที่ในรองเท้าเพิ่มขึ้น จึงมักต้องขยับไปไซส์กว้างกว่าที่วัดได้ปกติหนึ่งระดับ
วิธีเช็กว่าตัวเองต้องการไซส์รองเท้าวิ่งแบบ Wide หรือไม่
- สังเกตรอยเสียดสี หากมีรอยแดง ตุ่มพอง หรือเจ็บบริเวณด้านข้างนิ้วก้อยและโคนนิ้วโป้งบ่อย ๆ อาจเป็นสัญญาณว่าหน้าเท้าคับ
- เช็กพื้นที่ปลายนิ้วเท้า ควรมีระยะห่างจากปลายนิ้วเท้าที่ยาวที่สุดถึงปลายรองเท้าประมาณความกว้างนิ้วหัวแม่มือ หากพื้นที่นี้พอดีแต่หน้าเท้ายังบีบ แปลว่าปัญหาอยู่ที่ความกว้าง ไม่ใช่ความยาว
- ลองใส่ช่วงบ่ายหรือหลังวิ่ง เพราะเท้าจะขยายตัวจากการเดิน-วิ่งตลอดวัน การลองรองเท้าตอนเช้าอาจทำให้ประเมินความคับผิดพลาด
ข้อควรรู้ก่อนซื้อรองเท้า Wide
แม้ระบบตัวอักษร E จะเป็นมาตรฐานกลาง แต่ความกว้างจริงของรองเท้า Wide ในแต่ละแบรนด์ไม่เท่ากันเป๊ะ เพราะในแต่ละแบรนด์ใช้แม่พิมพ์ของตัวเอง ดังนั้นแม้จะรู้ตัวเลขความกว้างของเท้าตัวเองแล้ว ก็ยังควรลองใส่จริงหรือเช็กรีวิวรองเท้าก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง
การเลือกความกว้างรองเท้าให้เหมาะสมไม่ใช่แค่เรื่องความสบายชั่วคราว แต่ส่งผลต่อสุขภาพเท้าในระยะยาว ทั้งป้องกันตุ่มพอง การเสียดสี และปัญหาสะสมอย่างกระดูกนิ้วโป้งยื่นหรือเล็บดำจากแรงกดซ้ำ ๆ หากใส่รองเท้าวิ่งไซส์มาตรฐานแล้วรู้สึกอึดอัดที่หน้าเท้าอยู่เสมอ ลองเปลี่ยนไปหารุ่น Wide, 2E หรือ 4E ดูก่อนตัดสินใจซื้อรองเท้าไซส์ใหญ่ขึ้นเพียงอย่างเดียว เพราะบางครั้งสิ่งที่เท้าต้องการไม่ใช่ความยาวที่เพิ่มขึ้น แต่คือพื้นที่สำหรับนิ้วเท้า