วิ่งระยะนี้...ใช้รองเท้าวิ่งรุ่นไหนดี ?

คำถามนี้นักวิ่งทุกคนน่าจะเคยถามกับพนักงานขายรองเท้าเวลาไปเลือกซื้อตามร้านต่างๆ ด้วยเหตุที่เรามีเป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้ เมื่อเริ่มต้นวิ่งอย่างจริงจังลำพังเรื่องรักษาสุขภาพคงไม่ใช่เรื่องหลักอีกต่อไป การที่ได้ชื่อว่าครั้งหนึ่งคือ "ผู้พิชิต" หรือ "Finisher" ในแต่ละระยะการแข่งขันนั้นเป็นเชื้อไฟชั้นดีที่ทำให้เราอยากออกไปฝึกซ้อมในทุกๆ วันดังคำฝรั่งที่ว่า "aim high and hit the mark"  และเมื่อมี mark ก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้พลาด mark นั้น ไม่ว่าจะเรื่องร่างกายหรือเรื่องอุปกรณ์ต่างๆ ที่สรรหากันมาใช้  แต่การจะเป็น Finisher ในแต่ละระยะเราต้องเจอกับอะไรบ้างระหว่างทาง...

รองเท้าวิ่งเต็มร้าน จะรู้ได้ไงว่าคู่ไหนเหมาะกับเรา

วิ่งแต่ละระยะแตกต่างกันอย่างไร

 

ทุกคนล้วนมีประสบการณ์การเริ่มต้นไม่เหมือนกัน บางคนรู้สึกเหนื่อยอ่อนล้าอย่างรวดเร็ว บางคนกลับรู้สึกสดชื่นอยากวิ่งต่อไปเรื่อยๆ แต่คงไม่มีใครที่สามารถเริ่มวิ่ง 5 กม. 10 กม. 21 กม.หรือ 42.195 กม.ได้ตั้งแต่วันแรกที่คิดจะเริ่ม ทุกอย่างล้วนมีกระบวนการและขั้นตอนการพัฒนาซึ่งแตกต่างกันไปตามพื้นฐานของแต่ละคน แต่ด้วยระยะที่เพิ่มขึ้น(ระยะเวลาก็เพิ่มตาม) ทุกคนที่วิ่งจึงต้องเจอกับอุปสรรคใหญ่ๆ เหมือนกัน ดังนี้

♦ ความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ
ยิ่งเพิ่มระยะยิ่งเมื่อยล้ามากขึ้น เพราะกล้ามเนื้อถูกใช้ซ้ำต่อเนื่องในระยะเวลานานขึ้น หรือยิ่งเริ่งความเร็วก็ยิ่งใช้กล้ามเนื้อมากขึ้นเช่นกัน 


♦ 
แรงกระแทกซ้ำๆ
แรงกระแทกที่เท้าแต่ละข้างขณะวิ่งจะมากกว่าน้ำหนักตัวปกติถึง 2-3 เท่าและเกิดขึ้นต่อเนื่องไปตลอด ยกเว้นจะลดความเร็วลงหรือหยุดเดิน


♦ ระดับพลังงานที่ลดลง

กล้ามเนื้อเผาผลาญสารอาหารเพื่อใช้พลังงานในการวิ่งอยู่ตลอดเวลา

♦ อุณหภูมิที่เปลี่ยนไป
ยิ่งวิ่งนานร่างกายยิ่งต้องการน้ำในการระบายความร้อนด้วยเหงื่อ ทำให้สูญเสียทั้งน้ำและแร่ธาตุ


ทั้ง 4 ข้อนี้คือสิ่งที่นักวิ่งทุกระยะต้องเจอมากขึ้นเป็นทวีคูณตามระยะที่เพิ่มขึ้นในเรซ ซึ่งร่างกายนักวิ่งจะรับได้มากแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับการฝึกซ้อมเป็นหลักและอุปกรณ์เป็นตัวช่วยรองลงมา การใช้ระยะวิ่งเป็นตัวตัดสินใจในการเลือกรองเท้าจึงไม่ตรงประเด็นนัก  ตัวอย่างเช่น นักวิ่งที่ชอบวิ่งเท้าเปล่าสามารถฝึกซ้อมจนวิ่งจบมาราธอนซับ 4 ด้วยเท้าเปล่าได้ ส่วนคนที่เพิ่งเริ่มวิ่งอาจใช้รองเท้าที่ขึ้นชื่อว่ารองรับและเด้งที่สุดในการวิ่งได้แค่ 5หรือ10 กม.

อยากซ้อมวิ่งอย่างมีคุณภาพ ไปซ้อมกับครูดินสิครับ


ประเด็นของรองเท้าวิ่งที่มีผลต่อการวิ่งโดยตรงคือเรื่องช่วยรองรับแรงกระแทก ส่วนอื่นๆ นั้นอาจช่วยได้เล็กน้อย ตัวอย่างเช่น ถ้ารองเท้าวิ่งมีน้ำหนักเบาหรือสามารถเด้งส่งแรงได้ดีก็อาจช่วยเรื่องประหยัดพลังงานการวิ่ง แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ส่งผลทำให้วิ่งได้ดีขึ้นอย่างชัดเจนหากไม่ฝึกซ้อมอย่างจริงจังหรือประสิทธิภาพการวิ่งลดลงจนไปต่อไม่ได้*แต่อย่างใด 

*ยกเว้นเรื่องเลือกไซส์รองเท้าไม่พอดีจนเกิดเสียดสีและอาการพองน้ำ ตามไปอ่านได้ที่ เลือกไซส์รองเท้าวิ่งอย่างไร...ไม่เสียของ


อย่างไรก็ดีรองเท้าวิ่งจะส่งผลอย่างมากในเรื่องของสัมผัสและความสบายที่จะเกิดขึ้นกับเท้าไปตลอดระยะทาง ผู้เขียนจะขอแนะนำมุมมองในการเลือกรองเท้าวิ่งโดยเปรียบเทียบจาก "คาแรกเตอร์" ของรองเท้า ซึ่งมีประสิทธิภาพกว่าการใช้ "ระยะวิ่ง" เป็นตัวตั้ง


"คาแรกเตอร์" ของรองเท้าแต่ละรุ่น (และแบรนด์)

 

แบรนด์รองเท้าวิ่งที่อยู่ในตลาดล้วนมีจุดเด่นเป็นของตนเอง เทคโนโลยีที่ใช้สื่อสารกับนักวิ่งก็แตกต่างกัน มีเหมือนกันบ้างในบางช่วงแต่ก็ไม่นานนักเพราะผู้ผลิตย่อมรู้ดีว่าการทำแบรนด์ให้แตกต่างนั้นย่อมได้เปรียบกว่าการเดินตามรอยทางคนอื่น  ด้วยเหตุนี้แม้รองเท้าวิ่งจะถูกแบ่งเป็นประเภทที่เหมือนกัน (neutral, stability, racing and etc.) แต่แบรนด์ต่างๆ ก็พยายามพัฒนาให้รองเท้าของตนเองนั้นมีจุดเด่นที่ไม่เหมือนกันกับรองเท้าแบรนด์อื่นในประเภทเดียวกัน  ถึงจะคล้ายกันบ้างแต่ก็มีหลายจุดที่แตกต่าง ส่งผลถึงสัมผัสที่นักวิ่งจะได้รับจากรองเท้าคู่นั้น ผู้เขียนชอบเรียกองค์ประกอบเหล่านี้ว่าเป็น "คาแรกเตอร์" ของรองเท้า...หรือของแบรนด์นั้น


เมื่อพูดถึงคาแรกเตอร์ของรองเท้าวิ่ง (ลืมชื่อโฟมชื่อหน้าผ้าไปก่อน) เราสามารถแบ่งเป็น "keyword" หรือ "คำบ่งชี้" เช่น หนา บาง นุ่ม เบา แน่น เด้ง มั่นคง ยืดหยุ่น สัมผัสถึงพื้นหรือแม้แต่ดร็อปต่ำหรือเท่ากับศูนย์ เหล่านี้ล้วนอยู่ผสมปนเปกันไปในรองเท้าวิ่งทุกคู่ทุกแบรนด์  ซึ่งส่วนผสมและอัตราส่วนที่ไม่เท่ากันนี้เป็นตัวบ่งชี้สำคัญที่จะใช้ในการตัดสินใจเลือกรองเท้าได้ง่ายขึ้น...แม้ว่าจะวัดปริมาณเปรียบเทียบได้ไม่เท่ากันในแต่ละคน แต่เมื่อลองสวมแล้วจะสามารถสัมผัสได้อย่างแน่นอน ตัวอย่างเช่น

♥ ความเบา
เอารองเท้าชั่งน้ำหนักเทียบชัดๆ ไปเลย เพราะนิยามคำว่าเบาของเรา...ของแต่ละแบรนด์ไม่เท่ากัน 

♥ ความนุ่ม
รองเท้าแต่ละคู่อาจให้ความรู้สึกนุ่มสบายเท้าเหมือนกัน แต่คู่หนึ่งอาจให้ความเด้งสู้แรงด้วยและอีกคู่กลับแน่นๆ เฟิร์มๆ ให้ความรู้สึก stable มากกว่า

♥ ความเด้ง
ถึงแม้แบรนด์จะบอกว่ารองเท้าเด้งแค่ไหน ควรลองสวมใส่ดูถึงจะเข้าใจว่ารองเท้าเด้งกับเราหรือไม่ เพราะปัจจัยเรื่องท่าวิ่งและความเร็วตอนวิ่งล้วนส่งผลกระทบ




♥ ความมั่นคง
ใส่แล้วรู้สึกไม่โอนเอน มีการซัพพอร์ทประคองเท้าดี ข้อนี้จะมีมากในรองเท้าประเภท stability หรือแบรนด์ที่ทำพื้นรองเท้าแบบ oversized

♥ ทรงรองเท้า
ข้อนี้ผู้เขียนรู้ว่าทุกคนเข้าใจดีเมื่อได้ลองไปสักระยะ ว่าเท้าตัวเองเหมาะกับทรงรองเท้าแบรนด์ไหนหรือทรงแบบไหนที่ใส่ไม่ได้จริงๆ

♥ ความรู้สึก Fast
ข้อนี้เป็นความรู้สึกรวมๆ ที่ได้รับ อธิบายไม่ถูกว่าเป็นอย่างไรแต่จะรู้สึกได้ว่าใส่แล้ววิ่งเร็วกว่าเดิม ...ฮึกเหิมๆ

ซึ่งคาแรกเตอร์ของรองเท้าเป็นสิ่งที่นักวิ่งจะสัมผัสและเปรียบเทียบได้จากการสวมใส่รองเท้าด้วยตนเอง ถึงแม้จะวัดไม่ได้เป็นตัวเลข(ยกเว้นน้ำหนักและเกจความแข็งโฟม) หากเราเลือกรองเท้าด้วยการเปรียบเทียบจากหัวข้อเหล่านี้ ไม่ว่าระยะจะไกลแค่ไหนเราก็จะมีความสบายจากรองเท้าที่ใส่ และมั่นใจว่าเป็นคู่ที่เราได้เลือกมาเหมาะสมดีแล้ว แต่หากเราเลือกจากความคิดที่ว่ารุ่นนี้แบรนด์นั้นเหมาะกับระยะไหน  ไม่แน่ว่าเมื่อการวิ่งครั้งนั้นไม่ประสบผลสำเร็จ เราก็จะหวนคิดว่ารองเท้าที่เลือกยังไม่เหมาะกับระยะนั้นๆ นั่นเอง



สรุป

แม้ระยะการวิ่งจะเป็นเป้าหมายใหญ่ที่เราหมายจะพิชิต แต่การเลือกรองเท้าวิ่งสักคู่ที่เหมาะสมกับเราที่สุดนั้น นักวิ่งควรเลือกจากคาแรกเตอร์ของรองเท้าคู่นั้นๆ เป็นสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่จะรองเท้าวิ่งสามารถสื่อกับเราได้โดยตรงในทุกๆ ก้าว จะสบายหรือจะสบถก็ขึ้นอยู่กับว่าเราได้ลองเลือกให้เหมาะสมกับเราจริงๆ หรือไม่  การเชื่อคำโฆษณาหรือฟังคำแนะนำจากคนรอบข้างเกี่ยวกับรองเท้ารุ่นต่างๆ ที่เป็นสุดยอดในเรื่องใดก็ตามนั้นไม่อาจเชื่อถือได้ 100% เพราะเหตุปัจจัยหลายอย่างที่ไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องของระยะวิ่งที่หลายคนชอบถามกันนั่นเอง

ผู้เขียนขอฝากไว้ว่า "เราควรลองใส่รองเท้าทุกคู่ที่เราตัดสินใจซื้อและลองใส่เดินทำความรู้จักก่อนจะใส่วิ่ง รองเท้าที่เด้งของเขาอาจจะไม่เด้งกับเราก็ได้" 



อจฟ 

เลือกซื้อสินค้าใน REV ONLINE STORE ได้ที่นี่